TH
ฟิกฮุ อิบาดะฮฺ (ฟิกฮ์ที่เกี่ยวกับอิบาดะฮ์)
การละหมาด
126 hadiths
การละหมาดเป็นสิ่งที่วายิบและข้อตัดสินชีขาดเกี่ยวกับผู้ทิ้งละหมาด
5
ความประเสริฐของละหมาด
10
การอาซานและการอิกอมะฮ์
6
ช่วงเวลาที่ห้ามละหมาด
2
เงื่อนไขของการละหมาด
3
รุก่น(องค์ประกอบหลัก) ของการละหมาด
2
واجبات الصلاة
1
สุนัตของการละหมาด
1
คุณลักษณะของการละหมาด
10
การระลึกถึงคำอธิษฐาน
15
مبطلات الصلاة
1
ความผิดพลาดของผู้ละหมาด
5
การสุญูดซะฮ์วี,สุญูดขณะอ่านกุรอาน,และการสุญูดขอบคุณ
4
ความประเสริฐของการละหมาดญะมาอะฮ์และฮุก่มต่าง ๆของมัน
7
บทบัญญัติเกี่ยวกับอิหม่าม(ผู็นำ)และมะมูม(ผู้ตาม)
4
การละหมาดของกลุ่มคนที่มีอุปสรรค
1
การละหมาดวันศุกร์
7
การละหมาดตะเฏาวุอฺ ( ภาคสมัครใจ )
40
صلاة الكسوف والخسوف
2
صلاة الاستسقاء
1
ข้อชี้ขาดในเรื่องมัสยิด
9
126 hadiths
จากอบูสะอีด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า "ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “เมื่อพวกเจ้าได้ยินเสียงประกาศ(เรียกสู่การละหมาด) ก็จงกล่าวตามที่ผู้ประกาศได้กล่าวไว้”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
จากอนัส บินมาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "จงจัดแถวของพวกท่านให้ตรง เพราะการจัดแถวให้ตรงนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการละหมาดที่สมบูรณ์"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
عن عبد الله بن زيد بن عاصم المازني رضي الله عنه قال: (شُكِيَ إلى النبيِّ صلى الله عليه وسلم الرَّجلُ يُخَيَّلُ إِليه أنَّه يَجِد الشَّيء في الصَّلاة، فقال: لا ينصرف حتَّى يَسمعَ صَوتًا، أو يَجِد رِيحًا).
متفق عليه
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้าไม่เกรงกลัว หรือ:ไม่มีใครในหมู่พวกเจ้ากลัวหรือ? เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก่อนอิหม่าม อัลลอฮ์จะทรงทำให้หัวของเขาเป็นหัวลา หรือให้รูปร่างของเขาเป็นรูปร่างของลา”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
จากหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า : ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : “ไม่มีการละหมาดเมื่ออาหารถูกเสิร์ฟ และในสภาพที่เขากำลังอดกลั้นสิ่งไม่ดีทั้งสอง(คือปัสสาวะและอุจจาระ)".
บันทึกโดย มุสลิม
จากอิบนุมัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สอนฉันเกี่ยวกับการตะชะฮ์ฮุด ในขณะที่มือทั้งสองของฉันอยู่ในมือทั้งสองของท่าน เหมือนดังท่านได้สอนซูเราะฮ์อัลกุรอาน: التَّحِيَّاتُ لِلَّهِ، وَالصَّلَوَاتُ وَالطَّيِّبَاتُ، السَّلاَمُ عَلَيْكَ أَيُّهَا النَّبِيُّ وَرَحْمَةُ اللَّهِ وَبَرَكَاتُهُ، السَّلاَمُ عَلَيْنَا وَعَلَى عِبَادِ اللَّهِ الصَّالِحِينَ، أَشْهَدُ أَنْ لاَ إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ، وَأَشْهَدُ أَنَّ مُحَمَّدًا عَبْدُهُ وَرَسُولُه1 และในบางประโยคท่านนบี กล่าวว่า "แท้จริงอัลลอฮ์คือผู้ทรงสันติ ดังนั้นเมื่อคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้าได้นั่งในละหมาด ดังนั้นก็จงกล่าวว่า:"التَّحِيَّاتُ لِلَّهِ وَالصَّلَوَاتُ وَالطَّيِّبَاتُ السَّلَامُ عَلَيْكَ أَيُّهَا النَّبِيُّ وَرَحْمَةُ اللهِ وَبَرَكَاتُهُ، السَّلَامُ عَلَيْنَا وَعَلَى عِبَادِ اللهِ الصَّالِحِينَ، เมื่อเขาได้กล่าวประโยคนั้นแล้วแน่นอนก็จะถึงบรรดาบ่าวของอัลลอฮ์ที่ศอลิห์ทุกคนทั้งที่อยู่ในฟากฟ้าและในแผ่นดิน จากนั้นก็กล่าว أَشْهَدُ أَنْ لَا إِلَهَ إِلَّا اللهُ، وَأَشْهَدُ أَنَّ مُحَمَّدًا عَبْدُهُ وَرَسُولُهُ หลังจากนั้นก็ให้เขาเลือก(ดุอาอ์)สิ่งที่เขาต้องการ"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
عن أبي موسى الأشعري رضي الله عنه قال: خَسَفَت الشمس على زمان رسول الله صلى الله عليه وسلم . فقام فَزِعًا، ويخشى أن تكون الساعة، حتى أتى المسجد، فقام، فصلى بأطول قيام وسجود، ما رأيته يفعله في صلاته قطُّ، ثم قال: إن هذه الآيات التي يُرْسِلُهَا الله عز وجل : لا تكون لموت أحد ولا لحياته، ولكن الله يُرْسِلُهَا يُخَوِّفُ بها عباده، فإذا رأيتم منها شيئا فَافْزَعُوا إلى ذكر الله و دُعَائِهِ وَاسْتِغْفَارِهِ.
متفق عليه
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มักจะกล่าว "اللَّهُمَّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ مِنْ عَذَابِ القَبْرِ، وَمِنْ عَذَابِ النَّارِ، وَمِنْ فِتْنَةِ المَحْيَا وَالمَمَاتِ، وَمِنْ فِتْنَةِ المَسِيحِ الدَّجَّالِ" ในบางรายงานที่บันทึกโดยมุสลิม ท่านกล่าวว่า :"เมื่อคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านได้เสร็จสิ้นจากการกล่าว ตะชะฮุดในร็อกอะฮ์สุดท้าย ก็จงขอความคุ้มครองให้ห่างไกลจากสี่ประการ จากนรกญะฮันนัม จากการลงโทษในหลุมศพ จากฟิตนะฮ์ของการมีชีวิตและความตาย และจากฟิตนะฮ์ของดัจญาล"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: "ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งหลังจากตักบีรในเวลาละหมาด ก่อนที่จะอ่าน (อัล-ฟาติฮะห์) จากนั้นฉันก็ถามว่า "โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ด้วยบิดาและมารดาของฉันเป็นค่าไถ่สำหรับท่าน ท่านคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการนิ่งเงียบของท่านระหว่างการตักบีรและการอ่าน (อัลฟาติหะฮ์) ท่านกำลังอ่านอะไรหรือเปล่า?" ท่านตอบว่า "ฉันกล่าวว่า" «اللهُمَّ بَاعِدْ بَيْنِي وَبَيْنَ خَطَايَايَ كَمَا بَاعَدْتَ بَيْنَ الْمَشْرِقِ وَالْمَغْرِبِ، اللهُمَّ نَقِّنِي مِنْ خَطَايَايَ كَمَا يُنَقَّى الثَّوْبُ الْأَبْيَضُ مِنَ الدَّنَسِ، اللهُمَّ اغْسِلْنِي مِنْ خَطَايَايَ بِالثَّلْجِ وَالْمَاءِ وَالْبَرَدِ» ความว่า "โอ้อัลลอฮ์ โปรดทำให้ระหว่างฉันกับความผิดพลาดของฉันได้ห่างออกจากกัน ดังเช่นที่พระองค์ทรงทำให้ระยะห่างระหว่างตะวันออกกับตะวันตก โอ้อัลลอฮ์ โปรดทรงชำระฉันให้พ้นจากความผิดของฉัน ดังเช่นผ้าขาวที่ถูกขจัดคราบสกปรกออกไป โอ้ อัลลอฮ์ โปรดทรงชำระล้างฉันจากความผิดของฉันด้วยน้ำ หิมะ และลูกเห็บ ด้วยเถิด"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: หากคุณกล่าวแก่เพื่อนของคุณว่า "จงเงียบ" ในวันศุกร์ ขณะที่อิหม่ามกำลังอ่านคุฏบะฮ์ แสดงว่าคุณได้ทำให้ผลบุญของการละหมาดวันศุกร์นั้นเป็นโมฆะ"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
จากญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สอนเราในเรื่องของการละหมาดอิสติคอเราะฮ์ในเรื่องต่างๆ เหมือนดังเช่นที่ท่านสอนอัลกุรอานหนึ่งซูเราะฮ์ให้แก่พวกเรา ท่านบนีกล่าวว่า: "เมือใดที่คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านหวังในสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็จงละหมาดสองร็อกอะฮ์ ซึ่งเป็นการละหมาดที่ไม่ได้เป็นภาคบังคับ จากนั้นก็กล่าวว่า: ความว่า “โอ้อัลลอฮ์ ฉันขอต่อพระองค์ช่วยคัดเลือกการงานนี้ อันเนื่องด้วยความรอบรู้ของพระองค์ ฉันขอให้มีความสามารถ อันเนื่องด้วยความสามารถของพระองค์ และฉันขอต่อพระองค์ให้ได้รับความโปรดปรานอย่างใหญ่หลวงของพระองค์ แท้จริง พระองค์ทรงกำหนด ด้วยฉันไม่มีความสามารถในการกำหนดใดๆ พระองค์ทรงรอบรู้ยิ่ง ในสิ่งที่ฉันไม่รู้และพระองค์ทรงรอบรู้ยิ่งถึงสิ่งเร้นลับ" "โอ้อัลลอฮ์ เมื่อพระองค์ทรงรู้ว่า การงานนี้เป็นสิ่งที่ดีสำหรับฉัน ดีต่อศาสนาของฉันและดุนยาของฉัน อีกทั้งดีต่อการดำเนินชีวิตของฉัน และบั้นปลายชีวิตของฉัน ขอพระองค์ทรงโปรดกำหนดให้ฉันและให้เป็นเรื่องง่ายดายแก่ฉัน และทรงโปรดให้มีความจำเริญแก่ฉันในการงานนี้ด้วยเถิด” “โอ้อัลลอฮ์ เมื่อพระองค์ทรงรู้ว่าการงานนี้เป็นเรื่องที่ไม่ดีสำหรับฉัน ไม่ดีต่อศาสนาของฉัน และการดำเนินชีวิตของฉัน ตลอดจนบั้นปลายแห่งการงานของฉัน ขอพระองค์ทรงโปรดให้มันพ้นไปจากฉันด้วยเถิด" หรือกล่าวว่า: "ในเรื่องนี้ ทั้งช้าและเร็ว โปรดให้มันพ้นไปจากเรา และเราห่างไกลจากมัน และขอพระองค์ทรงโปรดทรงกำหนดให้ฉันได้รับความดี ถ้าหากเรื่องนี้เกิดขึ้นและขอพระองค์ทรงยินดีทรงพึงพอใจต่อฉันในเรื่องนี้ด้วยเถิด" และกล่าว่า: (และให้กล่าวถึงสิ่งที่ต้องการเลือกระหว่างมัน)
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : ً"โอ้อัลลอฮ์ได้โปรดอย่าทำให้สุสานของฉันเป็นที่บูชา และอัลลอฮ์ทรงสาปแช่งกลุ่มชนที่ยึดเอาสุสานบรรดานบีของพวกเขาเป็นมัสยิด"
บันทึกโดย อะห์มัด
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : “แท้จริงการละหมาดที่เป็นภาระหนักที่สุดสำหรับผู้กลับกลอกคือการละหมาดอิชาอ์และละหมาดฟัจร์ และหากพวกเขารู้ถึงคุณค่าที่มีอยู่ในละหมาดทั้งสองเวลานั้น แน่นอนพวกเขาจะมาทำการละหมาดเวลาทั้งสองนั้น แม้ว่าจะต้องคลานมาก็ตาม และบางครั้งฉันก็คิดที่จะสั่งให้มีการละหมาด แล้วฉันก็จะแต่งตั้งชายคนหนึ่งให้นำผู้คนในการละหมาด แล้วฉันจะไปพร้อมกับกลุ่มชายกลุ่มหนึ่งซึ่งมีไม้ฟืนพร้อมกับพวกเขา ไปหาคนที่ไม่ได้เข้าร่วมการละหมาด แล้วเผาบ้านของพวกเขาด้วยไฟ"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
عن أبي هريرة رضي الله عنه مرفوعًا: «صلاة الرجل في جماعة تَضعُفُ على صلاته في بيته وفِي سُوقِه خمسا وعشرين ضِعفًا، وذلك: أَنَّه إِذَا تَوَضَّأ، فَأَحسَن الوُضُوء، ثمَّ خرج إلى المسجد لاَ يُخرِجُهُ إلاَّ الصلاة؛ لَم يَخْطُ خُطوَةً إِلاَّ رُفِعَت له بِها درجة، وَحُطَّ عَنهُ بها خطيئة، فإذا صلَّى لم تزل الملائكة تُصَلِّي عليه، ما دام في مُصَلاَّه: اللهُمَّ صَلِّ عليه، اللهم اغفِر له، اللهم ارْحَمه، ولا يزال في صلاة ما انتظر الصلاة».
متفق عليه
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ มารดาแห่งศรัทธาชน เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม ไม่ได้เข้มงวดกับการละหมาดสุนนะฮ์ใดมากไปกว่าการที่เขามุ่งมั่นที่จะปฏิบัติละหมาดสองร็อกอะฮ์ก่อนละหมาดฟัจร์
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
จาก มูอาซ บิน ญะบัล เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ: แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้จับมือเขาแล้วกล่าวว่า “โอ้ มูอาซ ขอสาบานต่อพระเจ้า แท้จริงฉันรักเจ้า” จากนั้นเขาก็กล่าวว่า “โอ้ มูอาซ ฉันขอแนะนำว่าท่านอย่าได้พลาดที่จะอ่านดุอาอ์บทนี้ทุกครั้งหลังละหมาด” ให้ท่านอ่านว่า "อัลลอฮุมมะ อาอินนี อะล่า ซิกริกะ วะ ชุกรีกะ วะ ฮุสนิ อิบาดะติกะ" ความว่า ” “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกถึงพระองค์ ขอบพระคุณในความโปรดปรานของพระองค์ และเป็นผู้นมัสการพระองค์ด้วยดีเถิด”
บันทึกโดย อบูดาวูด อันนะซาอีย์ และอะห์มัด
จากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "การละหมาดห้าเวลา และระหว่างวันศุกร์หนึ่งไปยังอีกวันศุกร์หนึ่ง และระหว่างเราะมะฎอนหนึ่งไปยังอีกเราะมะฎอนหนึ่ง จะลบล้างความผิดในช่วงระยะเวลาระหว่างนั้น หากว่าเขาออกห่างจากการทำบาปใหญ่"
บันทึกโดย มุสลิม
จากมะอ์ดาน บิน อบีฏอลหะฮ์ อัลยะอ์มะรีย์ กล่าวว่า: ฉันได้พบกับท่านเษาบาน คนรับใช้ของเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วฉันก็กล่าวว่า: โปรดบอกฉันเกี่ยวกับการงานใดสักอย่างหนึ่งที่ฉันทำแล้ว อัลลอฮ์จะทำให้ฉันเข้าสวรรค์? หรือเขากล่าวว่า: ฉันกล่าวว่า: การกระทำที่อัลลอฮ์รักมากที่สุด จากนั้น เขาก็นิ่งเงียบ ฉันถามเขาต่อ แต่เขาก็นิ่งเงียบ จากนั้นฉันก็ถามเขาเป็นครั้งที่สาม และเขาก็กล่าวว่า ฉันถามท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับเรื่องนั้น และท่านเราะซูลุลลอฮ์กล่าวว่า: “เจ้าต้องสุญูดต่ออัลลอฮ์มากๆ เพราะแท้จริงเจ้าไม่สุญูดต่ออัลลอฮ์ครั้งใด นอกจากอัลลอฮ์จะทรงยกสถานะของเจ้าด้วยการสุญูดนั้นหนึ่งขั้น และทรงลบล้างบาปออกจากเจ้าด้วยเช่นกัน” มะอ์ดานกล่าวว่า: จากนั้นฉันก็ได้พบกับท่านอบูดัรดาอ์ และฉันได้ถามเขา แล้วเขากล่าวแก่ฉันเหมือนที่ท่านเษาบานได้กล่าวไว้
บันทึกโดย มุสลิม
عن أبي هريرة رضي الله عنه قال: قال رسول الله صلى الله عليه وسلم : «إذا قَام أحَدُكُم من الليل، فَاسْتَعْجَمَ القرآن على لِسَانه، فلم يَدْرِ ما يقول، فَلْيَضْطَجِع».
رواه مسلم
จากอบู ฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : “ผู้ใดที่ลุกขึ้น(ละหมาดและประกอบอิบาดะฮ์)ในคืนลัยละตุลก็อดร์ ด้วยความศรัทธามั่นและหวังในผลบุญ เขาจะได้รับการอภัยโทษจากบาปของเขาที่ผ่านมา"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
وعن سالم بن عبد الله بن عمر بن الخطاب رضي الله عنهم عن أبيه: أن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال: « نِعْمَ الرَّجُلُ عبد الله، لو كان يُصلِّي من الليل» قال سالم: فكان عبد الله بعد ذلك لا يَنامُ من الليل إلا قليلًا.
متفق عليه
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "การละหมาดของชายคนหนึ่งที่เป็นญะมาอะฮ์ ผลบุญจะทวีคูณกว่าการละหมาดของเขาที่ตลาดและบ้านของเขาถึงยี่สิบกว่าเท่า โดยที่เมื่อคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้าเขาได้อาบน้ำละหมาด แล้วเขาก็อาบมันอย่างดี หลังจากนั้นเขาได้ไปยังมัสญิดโดยไม่มีจุดประสงค์อื่นใดนอกจากเพื่อทำการละหมาด ไม่มีสิ่งใดผลักดันเขา (ให้เดินออกไป) นอกจากการละหมาด เขาจะไม่ก้าวเท้าหนึ่งก้าวนอกจากเขาจะถูกยกระดับหนึ่งขั้น และจะถูกลบความผิดหนึ่งความผิดจนกระทั่งเขาได้ก้าวเข้ามัสญิด และเมื่อเขาได้เข้าในมัสญิด ก็เสมือนกับว่าเขาได้อยู่ในการละหมาดตราบใดที่การละหมาดนั้นได้กักขังเขาไว้ และบรรดามลาอิกะฮ์ต่างวิงวอนให้กับคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้าตราบใดที่เขายังคงนั่งในที่ที่เขาได้ละหมาด บรรดามลาอิกะฮ์จะกล่าวว่า โอ้อัลลอฮ์โปรดเมตตาแก่เขาด้วยเถิด โอ้อัลลอฮ์โปรดอภัยโทษให้แก่เขาด้วยเถิด โอ้อัลลอฮ์โปรดตอบรับการกลับตัว (เตาบะฮ์) ของเขาด้วยเถิด ตราบใดที่เขามิได้ก่อความเดือดร้อนและมิได้มีหะดัษ (เสียน้ำละหมาด) ณ สถานที่นั้น”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
عن أبي ذر رضي الله عنه قال: قال النبي صلى الله عليه وسلم :«عُرِضَتْ عَلَيَّ أعمالُ أُمتي، حَسَنُهَا وسَيِّئُهَا فَوَجَدتُ في مَحَاسِنِ أَعْمَالِهَا الأَذَى يُمَاطُ عَنِ الطَّرِيقِ، ووَجَدتُ في مَسَاوِئِ أَعْمَالِهَا النُّخَاعَةُ تَكُونُ في المَسْجِدِ لا تُدْفَنُ».
رواه مسلم
عن عائشة رضي الله عنها قالت: كان رسولُ اللهِ صلى الله عليه وسلم إذا فَاتَتْهُ الصَّلَاةُ مِنَ الليلِ مِن وَجَعٍ أَوْ غَيْرِهِ، صَلَّى من النَّهَارِ ثِنْتَيْ عَشْرَةَ رَكْعَةً.
رواه مسلم
Page 1 of 6
Next page