Hadith for the World
ฟิกฮ์และหลักพื้นฐานของวิชาฟิกฮ์

ฟิกฮุ อิบาดะฮฺ (ฟิกฮ์ที่เกี่ยวกับอิบาดะฮ์)

231 hadiths

231 hadiths

จากอุกบะฮ์ บิน อามิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: สามเวลาที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามเราละหมาดหรือฝังผู้ตายของเราในระหว่างนั้น: เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นปรากฏแสง จาง ๆ จนกระทั่งมันสูงขึ้น ช่วงเวลาเที่ยงจนดวงอาทิตย์เอียงลง และช่วงที่พระอาทิตย์เริ่มตกดินจนกว่าจะหายไปบันทึกโดย มุสลิม
عن جُبير بن مُطعم رضي الله عنه مرفوعًا: «لا تَمْنَعُوا أحدًا يطوف بهذا البيت، ويصلي أي سَاعة شاء من لَيل أو نَهار».رواه أبو داود وأحمد والترمذي والنسائي وابن ماجه والدارمي
จากญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดก็ตามที่กล่าว เมื่อเขาได้ยินการเรียกร้อง(การอาซาน) ว่า: (อัลลอฮุมมา ร็อบบะฮาสิหิดดะฮ์ วะติดตามมะฮ์ วัศเศาะลา ติลกออิมะฮ์ อาติ มุฮัมมะดะนิล วะซีละฮ์ วัลฟะดีละฮ์ วับอัษหุ มะกอมัม มะห์มู ดะนิลละซี วะอัดตะฮ์) ความว่า "โอ้พระเจ้าผู้เป็นเจ้าของการวิงวอนนี้(การอาซาน) และการละหมาดที่มั่นคง จงให้ได้มายังมูฮัมหมัดซึ่ง วาซีละห์(การใกล้ชิดพระองค์ หรือ ระดับชั้นในสวรรค์) และความประเสริฐเหนือผู้อื่น และจงให้เขาฟื้นคืนชีพในสถานที่ที่มีเกียรติ ที่พระองค์ทรงได้สัญญาไว้" เขาผู้นั้นจะได้รับการช่วยเหลือ(ชะฟาอะฮ์)จากฉันในวันโลกหน้า”บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์
จากอบูมัรษัด อัลเฆาะนะวีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พวกท่านอย่าได้นั่งบนหลุมฝังศพ และอย่าได้ละหมาดด้วยการหันไปทางมัน"บันทึกโดย มุสลิม
عن عبد الله بن الشِّخِير رضي الله عنه قال: «رأيت رسول الله صلى الله عليه وسلم يُصَلِّي، وفي صَدره أَزِيزٌ كَأَزِيزِ الرَّحَى من البُكَاءِ صلى الله عليه وسلم ».رواه أبو داود والنسائي وأحمد
عن أنس بن مالك رضي الله عنه : أن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال: «إذا قُدِّمَ العَشَاءُ ، فابدءوا به قبل أن تُصَلُّوا صلاة المغرب، ولا تَعْجَلوا عن عَشَائِكم».متفق عليه
عن أنس بن مالك رضي الله عنه أن النبي صلى الله عليه وسلم رأى نُخْامَة في القِبْلَة، فَشَقَّ ذلك عليه حتى رُئِي في وجْهِه، فقام فَحَكَّه بِيَده، فقال: «إن أحدكم إذا قام في صلاته فإنه يُنَاجِي رَبَّه، أو إن رَبَّه بينه وبين القِبْلَة، فلا يَبْزُقَنَّ أحدُكم قِبَل قِبْلتِه، ولكن عن يَسَاره أو تحت قَدَمَيه» ثم أخذ طَرف رِدَائِه، فَبَصَقَ فيه ثم ردَّ بَعْضَهُ على بعض، فقال: «أو يفعل هكذا».متفق عليه
จากอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “เกิดอะไรขึ้นกับผู้คนที่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าในการละหมาด?” คำพูดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับเรื่องนี้รุนแรงยิ่งขึ้น จนกระทั่งท่านได้กล่าวว่า “พวกเขาจงหยุดจากการกระทำนั้นเถิด มิเช่นนั้นสายตาของพวกเขาจะถูกพรากไปอย่างแน่นอน”บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ มารดาแห่งศรัทธาชน เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า: ท่านหญิงอุมมุสะลามะฮ์ได้กล่าวถึงโบสถ์หลังหนึ่งแก่ท่านเราะซูลุลลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่นางได้เห็นในดินแดนอบิสซิเนีย มีชื่อเรียกว่ามาริยะฮ์ ดังนั้นนางจึงเล่าให้ท่านฟังถึงสิ่งที่นางได้เห็นในโบสถ์นั้น เกี่ยวกับรูปภาพต่างๆ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “พวกเขาคือกลุ่มชนที่หากในหมู่พวกเขามีบ่าวที่ศอลิห์หรือคนศอลิห์เสียชีวิต พวกเขาก็จะสร้างมัสยิดบนหลุมศพของเขา และพวกเขาจะวาดภาพต่างๆ ในนั้น” พวกเขาคือกลุ่มชนที่ชั่วร้ายที่สุดสำหรับอัลลอฮ์"บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
عن ابن عباس -رضي الله عنهما- قال: كَشف رسول الله صلى الله عليه وسلم السِّتَارة والناس صُفوف خَلف أبي بَكر، فقال: «أيها الناس، إنه لم يَبْق من مُبَشِّرَاتِ النُّبُوَّةِ إلا الُّرؤيا الصَّالحة، يَراها المُسلم، أو تُرى له، ألا وإنِّي نُهِيت أن أقْرَأ القرآن راكِعا أو ساجِدا، فأما الرُّكوع فعظِّموا فيه الرَّب عز وجل ، وأما السُّجود فَاجْتَهِدُوا في الدُّعاء، فَقَمِنٌ أن يُستَجاب لكم».رواه مسلم
عن الحكم قال: غَلَب على الكُوفة رجُل -قد سَمَّاه- زَمَنَ ابن الأشْعَث، فأمر أبَا عُبيدة بن عبد الله أن يصلِّي بالناس، فكان يصلِّي، فإذا رَفع رأسه من الرُّكوع قام قَدْر ما أقُول: اللَّهُم ربَّنا لك الحَمد، مِلْءَ السَّماوات ومِلْءَ الأرض، ومِلْءَ ما شِئت من شَيء بعد، أهْل الثَّناء والمَجد، لا مانع لما أعْطَيت، ولا مُعْطِي لما مَنعت، ولا يَنفع ذَا الجَدِّ مِنْك الجَدِّ. قال الحَكم: فَذَكَرت ذلك لعَبد الرَّحمن بن أبي ليلى فقال: سمعت البَرَاء بن عَازب يقول: «كانت صلاة رسول الله صلى الله عليه وسلم وركُوعه، وإذا رفع رأسه من الرُّكوع، وسُجوده، وما بَيْن السَّجدتين، قريبًا من السَّوَاء» قال شُعبة: فذَكَرْتُه لِعَمرو بن مُرَّة فقال: قد رأيت ابن أبي ليلى، فلم تَكن صلاته هكذا.رواه مسلم
จากอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ฉันได้รับบัญชาให้สุญูดบนกระดูกเจ็ดชิ้น บนหน้าผาก แล้วท่านก็ชี้ด้วยมือของท่านไปที่จมูกของท่าน มือทั้งสอง เข่าทั้งสอง และปลายนิ้วของเท้าทั้งสอง และเราจะไม่จัดให้เสื้อผ้าและผมของเราเข้าด้วยกัน”บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
จากอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา รายงานว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยอิวะสัลลัม จะกล่าวในระหว่างสองสุญูดว่า "อัลลอฮุมมัฆฟิรลี วัรฮัมนี วะอาฟินี วะฮ์ดินี วัรซุกนี" ความว่า "โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่ฉัน ทรงเมตตาต่อฉัน ทรงทำให้ฉันมีสุขภาพแข็งแรง ทรงให้ทางนำแก่ฉัน และทรงโปรดประทานปัจจัยยังชีพให้แก่ฉันด้วยเถิด "บันทึกโดย อบูดาวูด อัต-ติรมิซีย์ อิบนุมาญะฮ์ และอะห์มัด
عن أنس بن مالك رضي الله عنه أن النبي صلى الله عليه وسلم : كان لا يقنت إلا إذا دعا لقوم، أو دعا على قوم.رواه ابن خزيمة
จากเษาบาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: เมื่อท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ละหมาดเสร็จ ท่านจะกล่าวอิสติฆฟาร(อภัยโทษ)สามครั้ง จากนั้นท่านจะกล่าว “اللهم أنت السلام ومنك السلام، تباركت يا ذا الجلال والإكرام” ความว่า “โอ้ พระผู้อภิบาลของข้า พระองค์คือผู้ทรงเปี่ยมด้วยสันติ จากพระองค์นั้นคือที่มาของสันติ ความจำเริญยิ่งแด่พระองค์ โอ้ผู้เปี่ยมด้วยความยิ่งใหญ่และเกียรติยศ” ท่านวะลีด กล่าวว่า "ดังนั้นฉันกล่าวแก่ท่านเอาซาอีย์ว่า : การอิสติฆฟารนั้นเป็นอย่างไร? ท่านตอบว่า: คือการที่ท่านกล่าว" อัสตัฆฟิรุลลอฮ์ อัสตัฆฟิรุลลอฮ์".บันทึกโดย มุสลิม
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานจากท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า: “ใครก็ตามที่กล่าวตัสบีห์ (สุบหานัลลอฮ์) หลังจากการละหมาดทุกเวลาสามสิบสามครั้ง และกล่าวตะห์มีด(อัลหัมดุลิลลาฮ์) สามสิบสามครั้ง และกล่าวตักบีร (อัลลอฮุอักบัร) สามสิบสามครั้ง ซึ่งทั้งหมดนั้นรวมเป็นเก้าสิบเก้าครั้ง และครบหนึ่งร้อยด้วยการที่เขากล่าวว่า: " لَا إِلَهَ إِلَّا اللهُ وَحْدَهُ لَا شَرِيكَ لَهُ، لَهُ الْمُلْكُ وَلَهُ الْحَمْدُ وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ คำอ่าน: "ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮุ วะห์ดะฮู ลา ชะรีกะละฮ์, ละฮุลมุลกุ วะละฮุลหัมดุ วะฮุวา อะลา กุลลิชัยอิน เกาะดีร" เขาจะได้รับการอภัยโทษจากความผิดทั้งหลาย แม้มันจะมีมากเท่าฟองน้ำในท้องทะเลก็ตาม”บันทึกโดย มุสลิม
จากอบูอุมามะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "ใครก็ตามที่อ่านอายะฮ์กุรซีย์ทุกครั้งหลังละหมาดฟัรฎห้าเวลา ไม่มีอุปสรรคใดๆ สำหรับเขาที่จะได้เข้าสวรรค์ เว้นแต่ความตายเท่านั้น"บันทึกโดย อันนะซาอีย์ในหนังสืออัลกุบรอ
จากอิมรอน บินหุศ็อยน์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ครั้งหนึ่งฉันเป็นโรคริดสีดวงทวาร ฉันจึงถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับการละหมาด ท่านกล่าวว่า: “เจ้าจงละหมาดในสภาพที่ยืน หากไม่สามารถยืนได้ก็ให้นั่ง หากไม่สามารถนั่งได้ก็ให้นอนตะแคง”บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์
عن عائشة رضي الله عنها ، قالت: «قامَ النبي صلى الله عليه وسلم بآيةٍ مِنَ القرآن ليلةً».رواه الترمذي
จากอบูสะอีด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "หากคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้าเกิดสงสัยในการละหมาดของเขา และเขาไม่รู้ว่าเขาได้ละหมาดไปกี่รอกะอะฮ์แล้ว สามหรือสี่ ก็จงละทิ้งสิ่งที่สงสัยนั้น และจงยึดสิ่งที่เขามั่นใจ แล้วจงสุญูดสองครั้ง ก่อนการให้สลาม หากปรากฎว่าเขาได้ละหมาดห้ารอกะอะฮ์ การสุญูดสองครั้งนั้นถือว่าการละหมาดนั้นเป็นคู่(เป็นหก ก็อยู่ในสถานะเป็นการละหมาดครบสี่ แต่เพิ่มซุนนะฮ์ไปอีกสองรอกะอะฮ์) และหากเขาละหมาดสี่รอกะอะฮ์จริงๆ การสุญูดสองครั้งนั้นถือเป็นการหยามต่อชัยฎอน"บันทึกโดย มุสลิม
عن أبي رافع أن أبا هريرة رضي الله عنه قرأ لهم: «إذا السماء انْشَقَّتْ» فسجد فيها، فلما انصَرَفَ أخبرهم أن رسول الله صلى الله عليه وسلم سجد فيها.متفق عليه
عن أبي بكرة، عن النبي صلى الله عليه وسلم أنه كان «إذا جاءه أمرُ سرورٍ، أو بُشِّرَ به خَرَّ ساجدًا شاكرًا لله».رواه أبو داود وابن ماجه والترمذي وأحمد
عن حفصة رضي الله عنها «أن النبي صلى الله عليه وسلم كان يُصلي ركعتين خَفيفتين بعد ما يَطلع الفجر»، وفي رواية: قبل أن تُقام الصلاة.رواه البخاري
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ มารดาแห่งศรัทธาชน เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ทิ้งสี่ร็อกอะห์ก่อนซุฮรี่และสองร็อกอะฮ์ก่อนรุ่งเช้าบันทึกโดย อัล-บุคอรีย์