TH
อะกีดะฮ์ (หลักความเชื่อ)
การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ อัซซะวะวัล
44 hadiths
เตาฮีดอัร-รุบูบียะฮฺ
2
เตาฮีด อัล-อุลูฮียะฮฺ
14
เตาฮีด อัล-อัสมาอฺวัสศิฟาต
24
44 hadiths
รายงานจากท่านอับดุลเลาะฮฺ บิน อะกีม เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ พาดพิงถึงท่านเราะซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า "ผู้ใดที่แขวนสิ่งๆหนึ่ง (โดยหวังว่าสิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์หรือสามารถป้องกันตัวเองได้) ดังนั้นอัลลอฮฺจะทรงทำให้คนๆ นั้นต้องพึ่งพาสิ่งนั้นตลอด"
รายงานโดย อัตติรมีซีย์ - รายงานโดย อะห์มัด
จากฏอริก บิน อะชีม อัลอัชญะอีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ใครที่กล่าว "ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ" ความว่า (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮฺ) และปฏิเสธทุกสิ่งที่ถูกสักการะอื่นจากอัลลอฮฺ ทรัพย์สินและเลือดเนื้อของเขาจะเป็นที่ต้องห้าม และการคิดบัญชีที่มีต่อเขานั้นเป็นหน้าที่ของอัลลอฮฺ"
บันทึกโดย มุสลิม
عن عائشة رضي الله عنها قالت: قال رسول الله صلى الله عليه وسلم : «مَنْ أحَبَّ لِقَاءَ اللهِ أَحَبَّ اللهُ لِقَاءهُ، وَمَنْ كَرِهَ لِقَاءَ اللهِ كَرِهَ اللهُ لِقَاءهُ» فقلتُ: يا رسولَ اللهِ، أكَراهِيَةُ المَوتِ، فَكُلُّنَا نَكْرَهُ المَوتَ؟ قال: «لَيْسَ كَذَلِكَ، ولكِنَّ المُؤْمِنَ إذَا بُشِّرَ بِرَحْمَةِ اللهِ وَرِضْوَانِهِ وَجَنَّتِهِ أَحَبَّ لِقَاءَ اللهِ فَأَحَبَّ اللهُ لِقَاءهُ، وإنَّ الكَافِرَ إذَا بُشِّرَ بِعَذابِ اللهِ وَسَخَطهِ كَرِهَ لِقَاءَ اللهِ وكَرِهَ اللهُ لِقَاءهُ».
رواه مسلم، ورواه البخاري عن عائشة -رضي الله عنها- في ضمنه حديث عن عبادة بن الصامت-رضي الله عنه-. رواه عن أبي موسى -رضي الله عنه- مختصرا
จากท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า: แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “บรรดาผู้มีความเมตตาจะได้รับความเมตตาจากพระผู้ทรงเมตตา จงเมตตาต่อผู้ที่อยู่ในแผ่นดิน ผู้ที่อยู่บนท้องฟ้าจะเมตตาพวกเจ้า"
บันทึกโดย อบูดาวูด อัตติรมิซีย์ และอะห์มัด
จากอับดุลลอฮ์ บิน อัมรู บิน อัลอาศ เราะฎิยัลลอฮุอันฮูมา กล่าวว่า: จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แท้จริงเมื่อท่านเข้าไปในมัสยิด ท่านนบีกล่าวว่า: “ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ผู้ทรงฤทธานุภาพ และด้วยพระพักตร์อันสูงส่งของพระองค์ และในอำนาจนิรันดร์ของพระองค์ จากชัยฏอนผู้ถูกสาปแช่ง ” เขากล่าวว่า: กล่าวแค่นี้หรือ? ฉันกล่าวว่า ใช่ เขากล่าวว่า หากกล่าวเช่นนั้น ชัยฏอนก็จะกล่าวว่า เขาจะได้รับการปกป้องจากฉันตลอดทั้งวัน
บันทึกโดย อบูดาวูด
จากอบูสะอีด อัล-คุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "แท้จริง อัลลอฮ์จะตรัสแก่บรรดาชาวสวรรค์ว่า "โอ้ ชาวสวรรค์ทั้งหลาย" พวกเขาจะตอบว่า "ขอสนองรับโองการพระองค์ท่าน ความดีงามทั้งหมดอยู่ในสองมือของพระองค์แล้ว" แล้วพระองค์ก็มีตรัสว่า "พวกเจ้าพอใจแล้วหรือยัง?" พวกเขาต่างตอบว่า "พวกเราไม่พอใจได้อย่างไรละ ในเมื่อพระองค์ท่านได้ให้แก่พวกเราในสิ่งที่พระองค์ท่านไม่เคยให้แก่ผู้อื่นใดเลยในบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงสร้างทั้งหมด" พระองค์จรัสต่อไปว่า "จะเอาไหม ฉันจะให้สิ่งที่พิเศษกว่านั้น?" พวกเขาตอบว่า "โอ้ พระองค์ท่าน มีอะไรอีกที่พิเศษไปกว่านี่หรือ?" พระองค์ตอบว่า "ฉันจะประทับความโปรดปรานของฉันลงบนพวกเจ้า แล้วฉันก็จะไม่โกรธเคืองพวกเจ้าไปตลอดกาล"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
عن أبي هريرة رضي الله عنه مرفوعاً: «إذا أَحَبَّ اللهُ تعالى العَبْدَ، نَادَى جِبْرِيلَ: إنَّ اللهَ تعالى يُحِبُّ فلاناً، فَأَحْبِبْهُ، فَيُحِبُّهُ جِبْرِيلُ، فَيُنَادِي في أَهْلِ السَّمَاءِ: إنَّ اللهَ يحِبُّ فلاناً، فَأَحِبُّوهُ، فَيُحِبُّهُ أَهْلُ السَّمَاءِ، ثُمَّ يُوضَعُ لَهُ القَبُولُ في الأرضِ». وفي رواية: قال رسول الله صلى الله عليه وسلم : «إنَّ اللهَ تعالى إذا أَحَبَّ عَبْدًا دَعَا جِبْرِيلَ، فقال: إني أُحِبُّ فلاناً فَأَحْبِبْهُ، فَيُحِبُّهُ جِبْرِيلُ، ثم ينادي في السَّمَاءِ، فيقول: إنَّ اللهَ يُحِبُّ فلاناً فَأَحِبُّوهُ، فَيُحِبُّهُ أَهْلُ السَّمَاءِ، ثُمَّ يُوضَعُ له القَبُولُ في الأرضِ، وإذا أَبْغَضَ عَبْدًا دَعَا جِبْرِيلَ، فيقول: إني أُبْغِضُ فلاناً فَأَبْغِضْهُ. فَيُبْغِضُهُ جِبْرِيلُ، ثُمَّ ينادي في أَهْلِ السَّمَاءِ: إنَّ اللهَ يُبْغِضُ فلاناً فَأَبْغِضُوهُ، ثُمَّ تُوضَعُ له البَغْضَاءُ في الأرضِ».
متفق عليه. الرواية الأولى لفظ البخاري، والثانية لفظ مسلم
จากอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เคยนั่งบนพาหนะโดยมีมุอาซนั่งท้าย ท่านกล่าวว่า "โอ้มุอาซ เอ๋ย" เขากล่าวว่า " ครับท่านเราะซูลุลอัลลอฮฺ" ท่านกล่าวอีกว่า "โอ้มุอาซ เอ๋ย" เขาก็ตอบว่า"ครับท่านเราะซูลุลอัลลอฮฺ "ท่านกล่าวอีกว่า "โอ้มุอาซ เอ๋ย" เขาก็ตอบว่า "ครับท่านเราะซูลุลอัลลอฮฺ" สามครั้ง แล้วท่านก็กล่าวว่า "ไม่มีบ่าวคนใดที่กล่าวคำปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺด้วยความเชื่อมั่นในใจของเขา เว้นแต่อัลลอฮฺจะทำให้เขาเป็นที่ต้องห้ามสำหรับนรก" มุอาซถามว่า "โอ้ ท่านเราะซูลุลอัลลอฮฺ จะไม่ให้ฉันบอกข่าวดีนี้แก่คนอื่นๆ หรือ เพื่อพวกเขาจะได้พากันดีใจ?" ท่านก็ตอบว่า "เช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่ทำอะไรเลย" และมุอาซก็ได้บอกเรื่องนี้ขณะที่เขากำลังจะสิ้นใจเพราะกลัวบาป (จากการปกปิดความรู้)
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
عن أبي هريرة رضي الله عنه مرفوعاً: «بينما رجلٌ يمشي بطريقٍ اشتَدَّ عليه العَطَشُ، فوَجَدَ بِئْرًا فنزل فيها فَشَرِبَ، ثم خَرَجَ فإذا كَلْبٌ يَلْهَثُ يأكل الثَّرَى مِنَ العَطَشِ، فقال الرجلُ: لقد بَلَغَ هذا الكَلْبَ مِنَ العَطَشِ مِثْلَ الذِي كان قَدْ بَلَغَ مِنِّي، فنَزَلَ البِئْرَ، فَمَلَأَ خُفَّهُ ماءً ثم أَمْسَكَهُ بِفِيهِ حَتَّى رَقِيَ، فَسَقَى الكَلْبَ، فشَكَرَ اللهُ له، فَغَفَرَ لهُ» قالوا: يا رسول الله، إنَّ لَنَا في البَهَائِمِ أَجْرًا؟ فقال: «في كُلِّ كَبِدٍ رَطْبَةٍ أَجْرٌ». وفي رواية: «فشَكَرَ اللهُ له، فغَفَرَ له، فَأَدْخَلَهُ الجَنَّةَ». وفي رواية: «بَيْنَمَا كَلْبٌ يُطِيفُ بِرَكْيَةٍ قد كَادَ يَقْتُلُهُ العَطَشُ إذ رَأَتْهُ بَغِيٌّ مِنْ بَغَايَا بَنِي إِسْرَائِيلَ، فَنَزَعَتْ مُوقَهَا فَاسْتَقَتْ له بهِ فَسَقَتْهُ فَغُفِرَ لها بِهِ».
الرواية الأولى: متفق عليها. الرواية الثانية: رواها البخاري. الرواية الثالثة: متفق عليها
عن ابن عباس رضي الله عنهما ، قال: كان النبيُّ صلى الله عليه وسلم يدعو: «ربِّ أَعِنِّي ولا تُعِن عليَّ، وانصرني ولا تنصر عليَّ، وامكر لي ولا تمكر عليَّ، واهدني ويسِّر هُدايَ إليَّ، وانصرني على مَن بغى عليَّ، اللهم اجعلني لك شاكرًا، لك ذاكرًا، لك راهبًا، لك مِطواعًا، إليك مُخْبِتًا، أو مُنِيبا، رب تقبَّل توبتي، واغسل حَوْبتي، وأجب دعوتي، وثبِّت حُجَّتي، واهدِ قلبي، وسدِّد لساني، واسْلُلْ سَخِيمةَ قلبي».
رواه أبو داود والترمذي وابن ماجه وأحمد
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พระผู้อภิบาลของเรา จะเสด็จลงมาสู่ชั้นฟ้าดุนยา ในช่วงเวลา หนึ่งส่วนสามสุดท้ายของกลางคืน แล้วพระองค์จะดำรัสว่า : ใครที่วิงวอนต่อข้า ข้าจะตอบรับแก่เขา ใครที่ขอต่อข้า ข้าจะให้แก่เขา ใครที่ขออภัยโทษจากข้า ข้าจะอภัยให้แก่เขา"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
จากอบูมัรษัด อัลเฆาะนะวีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พวกท่านอย่าได้นั่งบนหลุมฝังศพ และอย่าได้ละหมาดด้วยการหันไปทางมัน"
บันทึกโดย มุสลิม
عن أنس بن مالك رضي الله عنه أن النبي صلى الله عليه وسلم رأى نُخْامَة في القِبْلَة، فَشَقَّ ذلك عليه حتى رُئِي في وجْهِه، فقام فَحَكَّه بِيَده، فقال: «إن أحدكم إذا قام في صلاته فإنه يُنَاجِي رَبَّه، أو إن رَبَّه بينه وبين القِبْلَة، فلا يَبْزُقَنَّ أحدُكم قِبَل قِبْلتِه، ولكن عن يَسَاره أو تحت قَدَمَيه» ثم أخذ طَرف رِدَائِه، فَبَصَقَ فيه ثم ردَّ بَعْضَهُ على بعض، فقال: «أو يفعل هكذا».
متفق عليه
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ มารดาแห่งศรัทธาชน เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า: ท่านหญิงอุมมุสะลามะฮ์ได้กล่าวถึงโบสถ์หลังหนึ่งแก่ท่านเราะซูลุลลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่นางได้เห็นในดินแดนอบิสซิเนีย มีชื่อเรียกว่ามาริยะฮ์ ดังนั้นนางจึงเล่าให้ท่านฟังถึงสิ่งที่นางได้เห็นในโบสถ์นั้น เกี่ยวกับรูปภาพต่างๆ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “พวกเขาคือกลุ่มชนที่หากในหมู่พวกเขามีบ่าวที่ศอลิห์หรือคนศอลิห์เสียชีวิต พวกเขาก็จะสร้างมัสยิดบนหลุมศพของเขา และพวกเขาจะวาดภาพต่างๆ ในนั้น” พวกเขาคือกลุ่มชนที่ชั่วร้ายที่สุดสำหรับอัลลอฮ์"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
عن أبي هريرة رضي الله عنه أن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال: «إن لله تِسْعَةً، وتِسْعِينَ، اسْمًا، مِائَةً إلا واحدا مَنْ أَحْصَاهَا دخل الجنة».
متفق عليه
จากอับดุลลอฮ์ บิน อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “อิสลามถูกสร้างขึ้นบนหลักห้าประการ คือ ปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมหมัดคือบ่าวและศาสนทูตของพระองค์ ดำรงการละหมาด จ่ายซะกาต บำเพ็ญหัจญ์ ณ บัยตุลลอฮ์ และถือศีลอดในเดือนเราะมาฎอน”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
จากมุอาซ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : ฉันได้ขี่ลาซ้อนหลังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งมีชื่อเรียกว่า อุฟายร์ ท่านได้กล่าวกับฉันว่า "โอ้มุอาซ ท่านทราบหรือไม่ว่าอะไรคือสิทธิที่อัลลอฮ์ต้องได้รับจากบ่าวของพระองค์ และอะไรคือสิทธิที่บ่าวจะได้รับจากอัลลอฮ์ " ฉันกล่าวว่า "อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ทรงรู้ดีที่สุด" ท่านจึงกล่าวว่า "แท้จริงสิทธิที่อัลลอฮ์ต้องได้รับจากบ่าว คือการเคารพสักการะต่อพระองค์เพียงผู้เดียว และไม่นำสิ่งใดมาเป็นภาคีกับพระองค์ และสิทธิที่บ่าวจะได้รับจากอัลลอฮ์ก็คือการที่พระองค์ไม่ลงโทษผู้ที่ไม่ตั้งภาคีต่อพระองค์ด้วยสิ่งใดๆ " แล้วฉันได้กล่าวว่า "โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ จะให้ฉันนำเรื่องนี้บอกเล่าแก่ผู้คนไหม เพื่อเขาจะได้ดีใจกับมัน? "ท่านตอบว่า “ท่านอย่าได้บอกพวกเขา เพราะอาจทำให้พวกเขาพึ่งพาสิ่งนั้นเท่านั้น".
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
จากญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วกล่าวว่า "โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ อะไรคือความแน่นอนของสองประการ? ท่านตอบว่า "ผู้ใดเสียชีวิตโดยที่เขาไม่ได้ตั้งภาคีใดๆ ต่ออัลลอฮ์ เขาจะได้เข้าสวรรค์อย่างแน่นอน และผู้ใดเสียชีวิตโดยที่เขาได้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ เขาจะได้เข้านรกอย่างแน่นอน"
บันทึกโดย มุสลิม
จากซุฟยาน บิน อับดุลลอฮ์ อัษษะกอฟีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ฉันได้กล่าวว่า: “โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ได้โปรดบอกถ้อยคำหนึ่งให้แก่ฉันที่เกี่ยวกับอิสลามที่เป็นถ้อยคำที่ฉันไม่ต้องถามผู้อื่นนอกจากท่านด้วยเถิด” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า: “ท่านจงกล่าวเถิดว่า ฉันได้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์แล้ว หลังจากนั้นก็จงยืนหยัดอยู่บนความถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ"
บันทึกโดย มุสลิม และอะห์มัด
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "แท้จริงอัลลอฮ์ทรงพอพระทัยแก่พวกเจ้า 3 ประการ และทรงรังเกียจแก่พวกเจ้า 3 ประการ ทรงพอพระทัยแก่พวกเจ้า จาก: การทำอิบาดะฮ์ต่อพระองค์ การไม่ตั้งภาคีใดๆ ต่อพระองค์และการที่พวกเจ้ายึดให้มั่นในสายเชือกของอัลลอฮ์อย่างพร้อมเพรียงกัน โดยไม่แตกแยก และพระองค์ทรงรังเกียจแก่พวกเจ้า การพูดว่า ‘เขากล่าวอย่างนั้นและเขากล่าวอย่างนี้’ (การพูดเรื่องซุบซิบนินทาหรือเรื่องไร้สาระ) การถามมากและการผลาญทรัพย์”
บันทึกโดย มุสลิม
Previous page
Page 2 of 2